จากที่เดินทางไปเวียงจัน เมื่อได้สัมผัสและศึกษาเรื่องราวต่าง ๆ ...
ในความรู้สึก... หากเปรียบชาติ ไทย และ ลาว ในความสัมพันธ์ ที่ต่างมีต่อกันนั้น เปรียบเสมือน ชายหนุ่ม และหญิงสาว ที่มีความรู้สึกลึกซึ้งต่อกันจนแทบตัดกันไม่ขาด ด้วยวัฒนธรรม ภาษา และการดำเนินชีวิต ที่คล้ายคลึงกันมากกว่าชาติใด ๆ ในโลก ทำให้เกิดความรู้สึกอบอุ่นทุกครั้งเมื่อได้พบ ดีใจเมื่อได้รู้จัก ได้รู้สึกรักและลุ่มหลงซึ่งกันและกัน อย่างไม่รู้สึกตัว...
แต่ในขณะเดียวกันความรู้สึก เคียดแค้น ชิงชัง และรังเกียจ จากบาดแผลทางประวัติศาสตร์ เมื่อพบว่า หลายครั้งที่อีกฝ่ายหักหลัง การกระทำที่รุนแรงอย่างไม่น่าให้อภัย ทำให้ทุกครั้งที่นึกถึง ก็รู้สึกเจ็บจนน้ำตาไหล จนแทบไม่อยากผูกสัมพันธ์กันอีกต่อไป
ความรู้สึกต่าง ๆ เกิดเป็นความสัมพันธ์ ทั้งรัก ทั้งแค้น
ทั้งที่แท้จริงแล้วต่างฝ่ายต่างยังคงมีความรักผูกพันธ์กันลึก ๆ อย่างไม่มีวันตัดขาดออกจากกันได้
เมื่อได้ลงมือเขียนหนังสือเล่มนี้ ความปรารถนาแรกที่อยากจะให้เกิดขึ้นคือ อยากให้ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนสองฝั่งโขง ไทย-ลาว แน่นแฟ้น เชื่อใจ และรักกัน..
หากสิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งลำน้ำโขงมีจริง ขออธิษฐานให้ท่านดลบันดาลให้ พวกเรา...ชาวสองฝั่งโขง มีความสัมพันธ์ที่แน้นแฟ้นต่อกัน อย่างที่...แม้แต่สายน้ำโขงก็ไม่อาจแบ่งแยกกันได้...ตลอดไป
ปีนี้ (2010) เป็นปีแห่งการท่องเที่ยวของ ส.ป.ป.ลาว โดยเฉพาะนครหลวงเวียงจัน เป็นปีแห่งการเฉลิมฉลองครบรอบ 450 ปีเวียงจัน ซึ่งนับตั้งแต่ นครหลวงเวียงจัน ได้เป็นราชธานี ในยุคที่เรียกว่า “ล้านช้างร่มขาว” โดยการก่อตั้งและปกครองโดยของพระเจ้า “ไซยะเชดถาทิลาด" (ไชยเชษฐาธิราช ) กษัตริย์สองอาณาจักร “ล้านนา ล้านช้าง” ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1560 มีตำนานประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน ทั้งรุ่งเรืองและร่วงร้าง จวบจนมาถึงยุคสมัยนี้ ค.ศ.2010 เรียกว่า “ล้านช้างร่มแดง” ภายใต้การนำพาของพรรคประชาชนปฏิวัติลาว
(ยังไม่จบ เดี๋ยวกลับมาเขียนต่อค่ะ)